เปิดตารางเงินเดือนนักฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ 2568 ไม่รู้ถือว่าพลาด!

webmaster

장애인재활상담사 연봉 테이블 - Here are three detailed image prompts in English, designed for image generation, focusing on the the...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่น่ารักทุกคน วันนี้แพรมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมากๆ มาฝาก โดยเฉพาะใครที่กำลังมองหาอาชีพที่มีความหมาย ได้ช่วยเหลือผู้คน และมีอนาคตที่สดใส มารวมกันตรงนี้เลยค่ะ!

장애인재활상담사 연봉 테이블 관련 이미지 1

แพรเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “นักกายภาพบำบัด” หรือ “นักกิจกรรมบำบัด” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ อาชีพนี้ไม่ใช่แค่การรักษาอาการบาดเจ็บทั่วไปเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยและผู้พิการให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดเลยค่ะช่วงนี้เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง และสังคมไทยของเราก็ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ทำให้ความต้องการบุคลากรสายฟื้นฟูยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยค่ะ จากที่แพรสัมผัสมาและข้อมูลที่หามาได้ บอกเลยว่าตลาดงานยังต้องการคนเก่งๆ มีใจรักในสายอาชีพนี้อีกเยอะมาก ถึงขั้นบางทีรู้สึกว่านักกายภาพฯ แต่ละท่านต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากเลยทีเดียวค่ะ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วรายได้ล่ะ จะมั่นคงพอไหม?

มีโอกาสเติบโตแค่ไหนในสายอาชีพนี้? แพรเองก็เคยสงสัยเหมือนกันค่ะ แต่จากประสบการณ์ที่เห็นมาและข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากวงใน บอกเลยว่าถ้าเรารู้จักเส้นทางและโอกาสดีๆ อาชีพนี้มีศักยภาพที่น่าทึ่งจริงๆ ค่ะ ทั้งในโรงพยาบาลเอกชนหรือแม้แต่การเปิดคลินิกเองก็สร้างรายได้ที่น่าพึงพอใจได้มากๆ เลยค่ะ แถมยังมีโอกาสพัฒนาไปสู่การใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการบำบัดอีกด้วยนะคะ รับรองว่าไม่น่าเบื่อแน่นอนค่ะอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าเส้นทางอาชีพนักกายภาพบำบัดในไทยมีเงินเดือนและโอกาสความก้าวหน้าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วสายนี้จะเหมาะกับเราจริงหรือเปล่า?

มาค่ะ แพรจะพาไปเจาะลึกทุกประเด็นแบบจัดเต็ม ไม่ต้องเดา ไม่ต้องคาดคะเนอีกต่อไป เราจะมาไขข้อข้องใจเรื่องรายได้และอนาคตของอาชีพผู้สร้างคุณภาพชีวิตนี้กันอย่างหมดเปลือกเลยนะคะ มาค่ะทุกคน!

เรามาค้นหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ

เส้นทางสู่การเป็นนักกายภาพบำบัด: เริ่มต้นจากตรงไหนดี?

เมื่อพูดถึงการเป็นนักกายภาพบำบัด หลายคนอาจจะคิดว่าก็แค่เรียนจบแล้วก็ทำงานเลยใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วเส้นทางนี้มันมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ จากประสบการณ์ที่แพรได้พูดคุยกับเพื่อนๆ และพี่ๆ ในวงการ หลายคนเล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาในระดับปริญญาตรีค่ะ ซึ่งในประเทศไทยของเราก็มีสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพเปิดสอนหลักสูตรกายภาพบำบัดมากมายเลยนะคะ ตอนที่เลือกเรียนเองก็ต้องดูดีๆ เลยว่าสถาบันไหนมีจุดเด่นอะไรบ้าง เพราะแต่ละที่ก็มีแนวทางการสอนและเน้นทักษะที่ต่างกันออกไปค่ะ การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่ทฤษฎีเท่านั้นนะ แต่ยังเน้นการฝึกปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย ทำให้เราได้ซึมซับและเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้ป่วยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับอาชีพนี้เลยค่ะ พอเรียนจบแล้วก็ต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่สำคัญมากๆ ถ้าสอบผ่านปุ๊บก็พร้อมลุยงานได้ทันทีเลยค่ะ แพรเองก็เคยมีโอกาสได้ไปดูการเรียนการสอนในบางสถาบันมาบ้าง บอกเลยว่าน้องๆ ที่ตั้งใจเรียนนี่เก่งกันมากๆ เลยค่ะ และถ้าใครมีใจรักอยากช่วยเหลือผู้อื่นจริงๆ เส้นทางนี้ก็เปิดกว้างให้เราได้เติบโตในสายงานนี้ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขไปกับการทำงานที่ได้สร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างแน่นอนค่ะ

การเลือกสถาบันและหลักสูตรที่ใช่

การตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเลยนะคะ เพราะมันจะกำหนดพื้นฐานความรู้และทักษะของเราไปตลอดชีวิตการทำงานเลยค่ะ แพรแนะนำว่าให้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรกายภาพบำบัดของแต่ละสถาบันให้ละเอียดเลยนะคะ บางที่อาจจะเน้นกายภาพบำบัดในด้านกีฬา บางที่อาจจะเน้นเวชศาสตร์ฟื้นฟูสำหรับผู้สูงอายุ หรือบางที่ก็อาจจะเน้นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยค่ะ ลองคิดดูว่าเราสนใจด้านไหนเป็นพิเศษ จะได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตรงกับแพชชั่นของเรามากที่สุดค่ะ อย่างเพื่อนแพรบางคนก็เลือกเพราะสถาบันมีชื่อเสียงด้านงานวิจัย ทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ ซึ่งการเลือกที่ที่เหมาะสมกับความสนใจของเราจะช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจในการเรียนและฝึกฝนได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ

ประสบการณ์ฝึกงานภาคปฏิบัติ

สิ่งที่แพรคิดว่าสำคัญไม่แพ้การเรียนในห้องเรียนเลยก็คือ “ประสบการณ์ฝึกงาน” นี่แหละค่ะ เพราะมันคือโอกาสที่เราจะได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้จริง ได้สัมผัสกับผู้ป่วยหลากหลายเคส ได้เรียนรู้จากนักกายภาพบำบัดรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ แถมยังได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียนเลยค่ะ ฉันเองเคยไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่นักศึกษาฝึกงานกำลังให้การบำบัดอยู่ เห็นแล้วรู้สึกชื่นชมในความตั้งใจของน้องๆ มากๆ เลยค่ะ การฝึกงานที่ดีจะช่วยสร้างความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้เราเป็นนักกายภาพบำบัดที่ดีในอนาคตได้อย่างแน่นอนค่ะ การได้ลงมือทำจริงจะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ

รายได้นักกายภาพบำบัดในไทย: ตัวเลขที่น่าสนใจและปัจจัยที่มีผลต่อเงินเดือน

มาถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะ เรื่องเงินเดือนนักกายภาพบำบัดในไทยนี่แหละค่ะ จากที่แพรได้สำรวจข้อมูลมาและสอบถามจากเพื่อนๆ ในวงการ บอกเลยว่ารายได้ของนักกายภาพบำบัดนั้นมีความหลากหลายพอสมควรเลยค่ะ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่ว่าจบมาแล้วจะได้เงินเดือนเท่ากันทุกคนนะ แพรจำได้ว่าตอนที่ฉันเองก็กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ ก็เคยสงสัยเรื่องเงินเดือนมากๆ เลยค่ะ แต่พอได้พูดคุยกับหลายๆ คน ก็ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ โดยทั่วไปแล้ว เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับนักกายภาพบำบัดที่เพิ่งจบใหม่ในโรงพยาบาลรัฐบาลอาจจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 20,000 บาทต่อเดือนนะคะ ซึ่งก็เป็นฐานเงินเดือนมาตรฐานสำหรับข้าราชการพลเรือนค่ะ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน คลินิก หรือศูนย์ฟื้นฟูเฉพาะทาง รายได้เริ่มต้นอาจจะสูงกว่านี้ได้อีกค่ะ บางที่อาจจะสตาร์ทที่ 20,000 – 25,000 บาท หรือมากกว่านั้นก็มีนะคะ แล้วแต่ขนาดและความต้องการบุคลากรของสถานประกอบการนั้นๆ เลยค่ะ ยิ่งเรามีความสามารถและประสบการณ์มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้เงินเดือนสูงขึ้นก็ยิ่งมีมากเท่านั้นค่ะ

ปัจจัยกำหนดเงินเดือนนักกายภาพบำบัด

โอ๊ย! พูดถึงเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อเงินเดือนนี่มันเยอะแยะไปหมดเลยค่ะเพื่อนๆ หลักๆ เลยก็คือ “ประสบการณ์” ค่ะ ยิ่งเรามีประสบการณ์มากเท่าไหร่ เงินเดือนก็ยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องปกติของทุกอาชีพเลยใช่ไหมคะ นอกจากนี้ “วุฒิการศึกษา” ก็มีส่วนสำคัญค่ะ ถ้าเราศึกษาต่อในระดับปริญญาโทหรือเอก หรือมีวุฒิเฉพาะทางบางอย่าง ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเราและทำให้ได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นได้ค่ะ “สถานที่ทำงาน” ก็สำคัญไม่แพ้กันเลย โรงพยาบาลเอกชนมักจะมีเงินเดือนและสวัสดิการที่ดีกว่าโรงพยาบาลรัฐบาลค่ะ แต่โรงพยาบาลรัฐก็มีข้อดีเรื่องความมั่นคงและสวัสดิการข้าราชการนะ ส่วนถ้าเป็นคลินิกส่วนตัวหรือคลินิกเฉพาะทาง รายได้อาจจะขึ้นอยู่กับจำนวนเคสที่รับและค่าบริการที่เรากำหนดเองด้วยค่ะ แพรเคยเจอเพื่อนที่ทำงานในคลินิกเฉพาะทางด้านกีฬา รายได้ดีมากๆ เลยค่ะเพราะเขามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ เรียกได้ว่าความพยายามและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอนั้นส่งผลต่อรายได้ของเราโดยตรงเลยค่ะ

เงินเดือนเฉลี่ยตามประสบการณ์

มาดูค่าเฉลี่ยกันบ้างนะคะ เพื่อให้เพื่อนๆ พอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น แพรได้รวบรวมข้อมูลคร่าวๆ มาให้ค่ะ อันนี้เป็นแค่ตัวเลขประมาณการนะคะ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดแรงงานและนโยบายของแต่ละองค์กรค่ะ ลองดูเป็นแนวทางเพื่อประกอบการตัดสินใจนะคะ

ระดับประสบการณ์ เงินเดือนโดยประมาณ (บาท/เดือน) หมายเหตุ
นักกายภาพบำบัดจบใหม่ (0-2 ปี) 15,000 – 25,000 โรงพยาบาลรัฐบาล / โรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็ก
มีประสบการณ์ (3-5 ปี) 25,000 – 40,000 เริ่มมีค่าประสบการณ์และอาจมีค่าคอมมิชชั่น
มีประสบการณ์สูง / เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (5 ปีขึ้นไป) 40,000 – 60,000+ อาจดำรงตำแหน่งหัวหน้า หรือทำงานคลินิกส่วนตัว
Advertisement

โอกาสก้าวหน้าในสายงาน: ไม่ได้มีแค่โรงพยาบาลนะ!

หลายคนอาจจะติดภาพว่านักกายภาพบำบัดก็ต้องทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้นใช่ไหมคะ แต่แพรจะบอกว่ามันไม่ใช่เลย! โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพนี้มันมีเยอะแยะมากมายหลายทางมากๆ จนบางทีฉันเองก็ยังทึ่งเลยค่ะ จากที่ได้พูดคุยกับพี่ๆ ในวงการ หลายคนไม่ได้จบลงแค่การเป็นนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลเท่านั้นนะ แต่ยังสามารถต่อยอดไปในทิศทางอื่นๆ ได้อีกเยอะแยะเลยค่ะ เช่น การเป็นผู้บริหาร การเป็นอาจารย์สอน หรือแม้แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจเองก็มีให้เห็นเยอะแยะเลยค่ะ มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีความสนใจและความมุ่งมั่นไปในทิศทางไหนค่ะ ตอนที่ฉันได้เจอเพื่อนที่ผันตัวไปเปิดคลินิกกายภาพบำบัดของตัวเอง รู้สึกประทับใจมากๆ เลยค่ะที่เขาตัดสินใจก้าวออกมาจาก Comfort Zone และสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งมันเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่าอาชีพนี้มีศักยภาพในการเติบโตอย่างแท้จริง ถ้าเราพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

เส้นทางสู่ตำแหน่งบริหาร

ถ้าใครมีความสนใจในด้านการบริหารจัดการและอยากจะพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น สายงานกายภาพบำบัดก็เปิดโอกาสให้เราสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารได้นะคะ อย่างเช่น หัวหน้าแผนกกายภาพบำบัด ผู้จัดการศูนย์ฟื้นฟู หรือแม้แต่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็มีให้เห็นมาแล้วค่ะ การจะก้าวไปถึงจุดนี้ได้นั้น นอกจากประสบการณ์ทางคลินิกที่แน่นปึ้กแล้ว เรายังต้องมีทักษะด้านการบริหารจัดการ การวางแผน การแก้ปัญหา และที่สำคัญคือภาวะผู้นำด้วยค่ะ แพรเชื่อว่าหลายคนที่มีความมุ่งมั่นและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ย่อมมีโอกาสที่จะก้าวไปถึงจุดนี้ได้อย่างแน่นอนค่ะ การเป็นผู้บริหารที่ดีไม่ได้แค่ดูแลลูกน้อง แต่ยังต้องเข้าใจภาพรวมขององค์กรและสามารถขับเคลื่อนทีมให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ค่ะ

การเป็นผู้ประกอบการและคลินิกส่วนตัว

สำหรับใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง นักกายภาพบำบัดก็สามารถทำได้นะคะ! การเปิดคลินิกกายภาพบำบัดส่วนตัวเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ เราสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง สร้างการบริการที่เป็นเอกลักษณ์ และมีอิสระในการทำงานได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ แต่การจะเปิดคลินิกได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะคะ ต้องมีการวางแผนที่ดี มีความรู้ด้านการตลาด การเงิน และที่สำคัญคือต้องมีความเชี่ยวชาญในการบำบัดที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วยค่ะ แพรเคยเห็นเพื่อนที่เปิดคลินิกของตัวเองตอนแรกๆ ก็เหนื่อยมากๆ เลยค่ะ แต่พอผ่านไปสักพัก มีผู้ป่วยมาใช้บริการเยอะขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเองมากๆ เลยค่ะ ความอิสระและความภาคภูมิใจที่ได้สร้างสรรค์สิ่งของตัวเองเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ ค่ะ

บทบาทในสถานศึกษาและงานวิจัย

นอกจากงานคลินิกแล้ว นักกายภาพบำบัดยังสามารถผันตัวไปเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย หรือทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ในสาขาวิชากายภาพบำบัดได้อีกด้วยค่ะ ถ้าใครรักการเรียนรู้ รักการแบ่งปันความรู้ และอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนานักกายภาพบำบัดรุ่นใหม่ๆ การเป็นอาจารย์ก็เป็นเส้นทางที่น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ หรือถ้าใครหลงใหลในการค้นคว้าวิจัย การทำงานในหน่วยวิจัยเพื่อหาแนวทางการบำบัดใหม่ๆ หรือพิสูจน์ประสิทธิภาพของวิธีการบำบัดต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญและมีคุณค่ามากๆ ค่ะ การได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจไม่แพ้กันเลยค่ะ

ทักษะและคุณสมบัติที่นักกายภาพบำบัดยุคใหม่ต้องมี

Advertisement

โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากเลยใช่ไหมคะเพื่อนๆ อาชีพนักกายภาพบำบัดก็เช่นกันค่ะ ไม่ใช่แค่ความรู้ทางการแพทย์อย่างเดียวแล้วนะที่จะทำให้เราโดดเด่นในสายงานนี้ได้ จากที่แพรได้สังเกตและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ทักษะและคุณสมบัติที่นักกายภาพบำบัดยุคใหม่ควรมีมันกว้างขวางและหลากหลายขึ้นมากๆ เลยค่ะ แพรเองก็รู้สึกว่าการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ ค่ะ เพราะเทคนิคการบำบัดใหม่ๆ อุปกรณ์ที่ทันสมัย หรือแม้แต่องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บก็มีอัปเดตอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราหยุดเรียนรู้ เราก็จะตามไม่ทันโลกค่ะ ฉันเคยไปฟังสัมมนาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี VR ในการบำบัด เห็นแล้วก็ทึ่งในความก้าวหน้ามากๆ เลยค่ะ การมีทักษะรอบด้านจะช่วยให้เราเป็นนักกายภาพบำบัดที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยได้ทุกรูปแบบค่ะ

ทักษะการสื่อสารและความเข้าอกเข้าใจ

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าเป็นหัวใจของอาชีพนี้เลยก็คือ “ทักษะการสื่อสาร” ค่ะ เพราะเราต้องสื่อสารกับผู้ป่วยที่มีความหลากหลาย ทั้งเรื่องอายุ เพศ วัฒนธรรม และสภาพจิตใจ การที่เราสามารถสื่อสารให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงแผนการรักษา สร้างความร่วมมือ และให้กำลังใจได้อย่างถูกวิธี มันส่งผลต่อผลลัพธ์การบำบัดอย่างมหาศาลเลยนะคะ นอกจากนี้ “ความเข้าอกเข้าใจ” หรือ Empathy ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ การที่เราเข้าใจความรู้สึก เจ็บปวด และความท้าทายที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ จะช่วยให้เราออกแบบการบำบัดที่เหมาะสมและเข้าถึงจิตใจผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นค่ะ แพรเชื่อว่าถ้าเรามีสองสิ่งนี้ เราจะเป็นนักกายภาพบำบัดที่ผู้ป่วยรักและไว้วางใจได้อย่างแน่นอนค่ะ เพราะการรักษาไม่ได้มีแค่ร่างกาย แต่ยังรวมถึงจิตใจด้วยค่ะ

การใฝ่หาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ

อย่างที่บอกไปค่ะว่าโลกของเรามันไม่เคยหยุดนิ่ง นักกายภาพบำบัดเองก็ต้องไม่หยุดนิ่งในการเรียนรู้เช่นกันนะคะ ทั้งเทคนิคการบำบัดใหม่ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการฟื้นฟู เช่น การใช้เครื่องมือบำบัดด้วยคลื่นความถี่ต่างๆ หุ่นยนต์ช่วยเดิน หรือแม้แต่แอปพลิเคชันที่ช่วยในการฝึกกายภาพบำบัดที่บ้าน การที่เราเปิดรับและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและทำให้เราเป็นนักกายภาพบำบัดที่มีความสามารถรอบด้านมากขึ้นค่ะ แพรเคยได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อนที่เขาไปอบรมเรื่องการใช้ AI ในการวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นแทนมากๆ เลยค่ะ เพราะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จะช่วยให้การบำบัดแม่นยำและได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นค่ะ

ความท้าทายและผลตอบแทนทางใจในอาชีพ

แน่นอนว่าทุกอาชีพย่อมมีความท้าทายของตัวเองใช่ไหมคะ อาชีพนักกายภาพบำบัดก็เช่นกันค่ะ จากที่ฉันได้เห็นมาและพูดคุยกับหลายๆ คนในสายงานนี้ บางทีก็ต้องเผชิญกับความกดดัน ความเหนื่อยล้า ทั้งทางร่างกายและจิตใจเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องดูแลผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อนหลายเคสพร้อมกัน หรือบางครั้งผู้ป่วยอาจจะท้อแท้ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องใช้พลังใจอย่างมากในการทำงานเลยค่ะ แพรเองก็เคยสงสัยว่าทำไมคนถึงยังอยากทำอาชีพนี้กันเยอะแยะ แต่พอได้เห็นรอยยิ้มของผู้ป่วยที่กลับมาเดินได้อีกครั้ง หรือได้ยินคำขอบคุณจากญาติๆ เท่านั้นแหละค่ะ ก็เข้าใจเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนพวกเขาให้ทำงานต่อไป ความสุขที่ได้เห็นผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั้น เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาชีพนี้เลยค่ะ

จัดการกับความกดดันและความเหนื่อยล้า

การเป็นนักกายภาพบำบัดนั้นไม่ใช่แค่ใช้แรงกายอย่างเดียวนะคะ แต่ยังต้องใช้พลังใจและสมองอย่างมากในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยแต่ละรายค่ะ บางทีก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ หรืออาการไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความกดดันและความเหนื่อยล้าได้ทั้งนั้นค่ะ แพรจำได้ว่าเพื่อนบางคนถึงกับต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีจัดการกับความเครียดเลยทีเดียวค่ะ การรู้จักดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง และมีเพื่อนร่วมงานที่ดีคอยให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นความท้าทายเหล่านี้ไปได้ค่ะ การทำงานร่วมกับทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการจัดการกับภาระงานที่หนักอึ้งค่ะ

ความสุขที่ได้เห็นผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี

แม้จะมีความท้าทายมากมาย แต่สิ่งที่แพรคิดว่าเป็น “ผลตอบแทนทางใจ” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาชีพนี้ก็คือ การได้เห็นผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนี่แหละค่ะ การที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อีกครั้ง กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ หรือกลับมายิ้มได้อย่างมีความสุข มันเป็นความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ ค่ะ ฉันเคยมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ฟื้นฟูแห่งหนึ่ง แล้วเห็นคุณลุงท่านหนึ่งที่เคยเป็นอัมพาตกำลังฝึกเดินด้วยตัวเองได้สำเร็จ สีหน้าของคุณลุงและญาติๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขและน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม มันทำให้ฉันน้ำตาซึมไปด้วยเลยค่ะ นี่แหละค่ะ คือแรงผลักดันที่แท้จริงของอาชีพนักกายภาพบำบัดที่ทำให้พวกเขายังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทเพื่อผู้ป่วยต่อไปอย่างไม่ย่อท้อค่ะ

เทรนด์และอนาคตของงานกายภาพบำบัด: นวัตกรรมจะมาเปลี่ยนโลก

โลกของการแพทย์และสุขภาพกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเลยนะคะเพื่อนๆ แพรเชื่อว่าอนาคตของอาชีพนักกายภาพบำบัดจะเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยให้การบำบัดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ จากที่แพรได้ศึกษาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน บอกเลยว่ายุคนี้ไม่ใช่แค่การใช้มือบำบัดอย่างเดียวแล้วนะ แต่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ เลยค่ะ แพรเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการพัฒนาอุปกรณ์หรือวิธีการบำบัดใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและดีขึ้นค่ะ มันเหมือนกับการที่เราได้เห็นว่ามนุษย์เราไม่เคยหยุดที่จะพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันเลยค่ะ นี่คือยุคทองของนักกายภาพบำบัดที่พร้อมจะปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยค่ะ

การบูรณาการเทคโนโลยีและหุ่นยนต์

เชื่อไหมคะว่าตอนนี้มีหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยในการบำบัดแล้วนะ! ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ช่วยเดินสำหรับผู้ป่วยอัมพาต หรือแขนกลอัจฉริยะที่ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวของมือและแขน การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ไม่ได้หมายความว่าจะมาแทนที่นักกายภาพบำบัดนะคะ แต่เป็นการเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบำบัด ทำให้การรักษามีความแม่นยำ ทำซ้ำได้ และผู้ป่วยสามารถฝึกได้บ่อยขึ้นค่ะ นอกจากหุ่นยนต์แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality – VR) หรือการใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนมาช่วยในการฝึกกายภาพบำบัดที่บ้านอีกด้วยค่ะ ทำให้การฟื้นฟูไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลอีกต่อไปแล้ว นี่เป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นและจะช่วยยกระดับคุณภาพการรักษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

Advertisement

กายภาพบำบัดเชิงป้องกันและสุขภาพองค์รวม

ในอนาคต แพรคิดว่าบทบาทของนักกายภาพบำบัดจะไม่ใช่แค่การรักษาอาการที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นนะคะ แต่จะขยายไปสู่ “กายภาพบำบัดเชิงป้องกัน” มากขึ้นค่ะ คือการให้ความรู้และแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บหรือโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เราจะเห็นนักกายภาพบำบัดเข้าไปมีบทบาทในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้นานที่สุดค่ะ นอกจากนี้ยังมีการมองเรื่อง “สุขภาพองค์รวม” ที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมเข้าด้วยกัน นักกายภาพบำบัดก็จะทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์สาขาอื่นๆ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจรมากขึ้นค่ะ แพรเชื่อว่านี่จะเป็นเทรนด์ที่สำคัญมากๆ ในอนาคตเลยค่ะ เพราะการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนค่ะ

อยากเปิดคลินิกเอง? นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้!

สำหรับนักกายภาพบำบัดที่ทำงานมาได้สักพัก แล้วเริ่มมีความฝันอยากจะมีคลินิกเป็นของตัวเอง นี่เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ แพรเองก็เคยมีความคิดแวบๆ เหมือนกันว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองเปิดคลินิกเล็กๆ เป็นของตัวเองดูบ้างค่ะ จากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการเปิดคลินิก บอกเลยว่ามันไม่ใช่แค่ความฝันที่สวยงามเท่านั้นนะ แต่ต้องมีการเตรียมพร้อมและศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบเลยค่ะ การตัดสินใจก้าวออกมาเป็นผู้ประกอบการนั้นต้องมีความกล้าหาญและพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่จะตามมาค่ะ แต่ถ้าเรามีความตั้งใจจริงและวางแผนมาอย่างดี ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

การวางแผนธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สิ่งแรกที่สำคัญมากๆ เลยก็คือ “การวางแผนธุรกิจ” ค่ะ เราต้องคิดให้ดีว่าคลินิกของเราจะเน้นการบริการแบบไหน กลุ่มเป้าหมายคือใคร จะมีบริการอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ มีจุดเด่นอะไรที่จะดึงดูดผู้ป่วยได้ นอกจากนี้เรื่อง “กฎหมาย” ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ การขออนุญาตประกอบกิจการคลินิก การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล การจ้างบุคลากร และการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ถูกต้องและครบถ้วนค่ะ แพรจำได้ว่าเพื่อนคนหนึ่งที่เปิดคลินิก ต้องใช้เวลาศึกษาเรื่องเอกสารและกฎระเบียบต่างๆ นานพอสมควรเลยค่ะ เพราะถ้าทำไม่ถูกต้อง อาจจะมีปัญหาตามมาได้นะ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ

การตลาดและการสร้างความน่าเชื่อถือ

เปิดคลินิกแล้วจะทำยังไงให้คนรู้จักล่ะคะ? นี่คือคำถามสำคัญเลยค่ะ “การตลาด” เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากๆ เลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok หรือการทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคลินิกติดอันดับการค้นหาของ Google หรือแม้แต่การบอกต่อจากผู้ป่วยที่เคยมาใช้บริการแล้วประทับใจก็สำคัญมากๆ ค่ะ นอกจากนี้ “การสร้างความน่าเชื่อถือ” ก็เป็นหัวใจหลักเลยค่ะ เราต้องแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และมาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้ผู้ป่วยมั่นใจและเลือกมาใช้บริการคลินิกของเราค่ะ แพรเชื่อว่าถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสม่ำเสมอ คลินิกของเราก็จะเติบโตและเป็นที่รู้จักได้อย่างแน่นอนค่ะ การบริการที่ดีและเป็นกันเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคลินิกได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

สรุปทิ้งท้าย

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ สำหรับเส้นทางของการเป็นนักกายภาพบำบัดที่แพรนำมาฝากในวันนี้ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และช่วยจุดประกายให้กับน้องๆ หรือใครก็ตามที่กำลังสนใจในอาชีพนี้นะคะ แพรเชื่อเสมอว่าการทำงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่และไม่มีอะไรมาแลกได้เลยค่ะ การที่เราได้เห็นผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง นั่นคือรางวัลที่ล้ำค่าที่สุดที่เราจะได้รับจากการทำงานค่ะ แม้เส้นทางนี้อาจจะมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แพรเชื่อว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จและมีความสุขกับการเป็นนักกายภาพบำบัดที่เปี่ยมด้วยคุณภาพได้อย่างแน่นอนค่ะ!

Advertisement

장애인재활상담사 연봉 테이블 관련 이미지 2

ข้อมูลน่ารู้ที่เป็นประโยชน์

1.

การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อเฉพาะทาง หรือเข้าร่วมเวิร์คช็อป อบรมต่างๆ เพื่ออัปเดตความรู้และเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ จะช่วยให้เราโดดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มในสายงานนี้ค่ะ

2.

สร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมอาชีพและผู้เชี่ยวชาญในสายงานอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ดีงามมากๆ เลยนะคะ การแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการให้คำปรึกษาจะช่วยให้เราเติบโตและเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้เสมอค่ะ

3.

ทักษะการสื่อสารและการเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยเป็นหัวใจหลักเลยค่ะ การที่เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ป่วยและญาติ จะช่วยให้การบำบัดมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

4.

อย่าจำกัดตัวเองอยู่แค่ในโรงพยาบาลนะคะ! ลองสำรวจโอกาสในสายงานอื่นๆ เช่น คลินิกส่วนตัว ศูนย์ฟื้นฟูเฉพาะทาง หรือแม้แต่งานวิจัยและวิชาการ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจและสามารถสร้างความก้าวหน้าได้ไม่แพ้กันเลยค่ะ

5.

การดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เพราะอาชีพนี้ต้องใช้พลังงานค่อนข้างมาก การพักผ่อนให้เพียงพอ การหาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบ จะช่วยให้เรามีพลังในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่และมีความสุขกับการทำงานค่ะ

ข้อสรุปประเด็นสำคัญ

การเริ่มต้นเส้นทางนักกายภาพบำบัด

จากที่เราได้คุยกันมาตั้งแต่ต้นนะคะ สิ่งที่แพรอยากจะเน้นย้ำเลยคือการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านกายภาพบำบัดเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดค่ะ การเลือกสถาบันที่มีหลักสูตรเหมาะสมกับความสนใจของเราจะช่วยสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการฝึกงานภาคปฏิบัติที่เราจะได้ลงมือทำจริงๆ กับผู้ป่วยหลากหลายเคส การได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนี้แหละค่ะที่จะหล่อหลอมให้เราเป็นนักกายภาพบำบัดที่มีคุณภาพและเข้าใจในงานอย่างลึกซึ้ง และแน่นอนว่าการสอบใบประกอบวิชาชีพให้ผ่านคือด่านสุดท้ายที่จะเปิดประตูสู่โลกของการทำงานอันแสนท้าทายและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจค่ะ

รายได้และโอกาสก้าวหน้า

เรื่องเงินเดือนของนักกายภาพบำบัดในไทยนั้นมีความหลากหลายตามปัจจัยหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งประสบการณ์ทำงาน วุฒิการศึกษา และประเภทของสถานประกอบการ อย่างโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิกเฉพาะทางก็อาจจะมีรายได้ที่สูงกว่า แต่โรงพยาบาลรัฐก็ให้ความมั่นคงและสวัสดิการที่ดีค่ะ ส่วนในเรื่องของโอกาสก้าวหน้า แพรอยากให้ทุกคนมองให้กว้างนะคะ เพราะอาชีพนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาลเท่านั้น เราสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหาร เปิดคลินิกกายภาพบำบัดของตัวเอง หรือแม้แต่เป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาและทำงานวิจัยก็ได้ค่ะ ทุกเส้นทางล้วนมีโอกาสรอเราอยู่เสมอ หากเราพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งค่ะ

ทักษะที่จำเป็นและอนาคตของอาชีพ

โลกในยุคปัจจุบันและอนาคตเรียกร้องให้นักกายภาพบำบัดมีมากกว่าความรู้ทางการแพทย์ค่ะ ทักษะการสื่อสารและความเข้าอกเข้าใจผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้การบำบัดประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ การใฝ่หาความรู้และเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์ช่วยบำบัด หรือเทคโนโลยี VR จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเป็นนักกายภาพบำบัดยุคใหม่ที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ แพรเชื่อว่าอนาคตของงานกายภาพบำบัดจะเต็มไปด้วยนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น และบทบาทของเราก็จะไม่ใช่แค่การรักษาอาการป่วยเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพแบบองค์รวมด้วยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดในประเทศไทย มีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณเท่าไหร่คะ แล้วจะเพิ่มขึ้นได้อีกเยอะไหม?

ตอบ: อู้หูววว… คำถามยอดฮิตที่ใครๆ ก็อยากรู้เลยใช่ไหมคะ! จากประสบการณ์ที่แพรได้พูดคุยกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ในสายงานนี้ รวมถึงข้อมูลที่แพรหามาได้ เงินเดือนเริ่มต้นของนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ในโรงพยาบาลรัฐบาลจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 18,000 บาท ซึ่งอาจมีค่า OT หรือค่าเวรอื่นๆ เพิ่มเติมอีกนิดหน่อยค่ะ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน คลินิก หรือศูนย์ฟื้นฟูพิเศษ เงินเดือนจะสูงขึ้นมาอีกหน่อยค่ะ อาจจะเริ่มต้นที่ 20,000 – 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและชื่อเสียงของสถานประกอบการเลยนะ ที่สำคัญคือถ้าเรามีประสบการณ์มากขึ้น หรือไปเรียนต่อเฉพาะทาง เงินเดือนก็พุ่งขึ้นไปอีกได้สบายๆ เลยค่ะ บางคนที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี อาจได้ถึง 40,000 – 60,000 บาทก็มีให้เห็นเยอะแยะเลยค่ะ

ถาม: นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว อาชีพนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดมีช่องทางสร้างรายได้เสริม หรือโอกาสในการเป็นเจ้าของกิจการด้วยตัวเองได้ไหมคะ?

ตอบ: แน่นอนค่ะ! นี่แหละคือเสน่ห์อีกอย่างของสายงานนี้เลยนะ จากที่แพรเห็นมาและได้ลองสำรวจตลาดดู เพื่อนๆ หรือรุ่นพี่หลายคนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นลูกจ้างในโรงพยาบาลเท่านั้นค่ะ ช่องทางสร้างรายได้เสริมมีเพียบเลย เช่น การรับงานพาร์ทไทม์ตามคลินิกต่างๆ หลังเลิกงาน หรือรับดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Care) ซึ่งอันนี้รายได้ดีมากๆ เลยค่ะ บางคนที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางมากๆ ก็สามารถเปิดคลินิกกายภาพบำบัดหรือคลินิกกิจกรรมบำบัดเป็นของตัวเองได้ด้วยนะ ซึ่งถ้าบริหารจัดการดีๆ มีลูกค้าประจำ รายได้นี่บอกเลยว่าทะลุหลักแสนบาทต่อเดือนก็มีให้เห็นมาแล้วค่ะ แพรเองก็แอบเชียร์ให้หลายๆ คนลองศึกษาเส้นทางนี้ดู เพราะมันอิสระและสร้างรายได้ได้แบบไร้ขีดจำกัดจริงๆ ค่ะ

ถาม: โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพสายฟื้นฟูนี้เป็นยังไงบ้างคะ มีตำแหน่งอะไรที่สามารถเติบโตไปได้บ้าง?

ตอบ: โอกาสก้าวหน้ามีเยอะมากจริงๆ ค่ะเพื่อนๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะตันเลยนะ! อย่างแรกเลยคือการสั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางค่ะ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา, ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก, ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท หรือด้านกระดูกและข้อ ซึ่งการมีทักษะเฉพาะทางจะทำให้เราเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งบริหารได้ เช่น หัวหน้างาน, หัวหน้าแผนกกายภาพบำบัด/กิจกรรมบำบัด หรือผู้จัดการศูนย์ฟื้นฟู แพรเคยเห็นรุ่นพี่หลายคนที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ ก็ผันตัวไปเป็นผู้บริหารและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบริการเลยค่ะ หรือใครที่ชอบงานวิชาการก็สามารถเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือนักวิจัยได้ด้วยนะ เรียกว่ามีทางให้เลือกเดินเยอะมากๆ เลยค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบและถนัดด้านไหน ก็ไปได้สุดทางแน่นอน!

📚 อ้างอิง

Advertisement